TIBA Mangroves Forest Planting 2025
บริจาคโลหิต จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
กิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนและส่งเสริมการประกันภัยช่วงสงกรานต์ ประจำปี 2568
หน้าแรก


กองทุนประกันวินาศภัย เป็นที่พึ่งของผู้เอาประกันภัยเมื่อบริษัทประกันภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ธุรกิจประกันวินาศภัยมั่นคง ยั่งยืนและมีความสามารถในการแข่งขัน

วีดีโอติวสอบการขอรับใบอนุญาต
- All
- กิจกรรมสมาคม
- กิจกรรมสมาชิก
- ข่าวสารจาก คปภ.
- ไม่มีหมวดหมู่
การประชุมบอร์ดคณะกรรมการบริหารสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย
วันนี้ (28 ม.ค.69) ได้มีการประชุมบอร์ดคณะกรรมการบริหารสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนบทบาทของสมาคม ฯ พร้อมกันนี้ ดร.นภัสนันท์ นายกสมาคม ฯ ได้ใช้โอกาสอันดี กล่าวสวัสดีปีใหม่และส่งความปรารถนาดีแก่คณะกรรมการ และเจ้าหน้าที่สมาคม ฯ ทุกท่าน
สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย ได้เข้าร่วมการประชุมผู้บริหารระดับสูงด้านการประกันภัย (OIC Meets CEO 2026)
สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย ได้เข้าร่วมการประชุมผู้บริหารระดับสูงด้านการประกันภัย (OIC Meets CEO 2026) ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อร่วมรับฟังการชี้แจงนโยบาย แนวทางการกำกับดูแล และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้บริหารในอุตสาหกรรมประกันภัย อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและยกระดับระบบประกันภัยของประเทศ #สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย #TIBA #OICMeetsCEO2026
สมาคมนายหน้าประกันภัยไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569
สมาคมนายหน้าประกันภัยไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ภายใต้แนวคิด “ปีใหม่อุ่นใจ เดินทางปลอดภัย ประกันภัยคุ้มครอง : SAVE TRIP SAFE LIFE with Insurance” ร่วมกับสำนักงานคปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยมีบริษัทประกันภัยเข้าร่วมออกบูธประชาสัมพันธ์และเดินรณรงค์ (Troop) อย่างคับคั่ง ณ บริเวณหน้าศูนย์การค้า I’m Chinatown ถนนเจริญกรุง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และบริเวณหน้าสถานี MRT วัดมังกร
คปภ. จัดประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ครั้งที่ 1/2569 เดินหน้ามาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เร่งเยียวยาผู้ประสบภัย พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงของคนพิการ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จัดประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมด้านการประกันภัย ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 โดยมี นายชูฉัตรประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการจากภายนอกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ขับเคลื่อนมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างรอบด้าน ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญด้านการคุ้มครองผู้บริโภคการประกันภัยและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ครอบคลุม ผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา มาตรการเร่งรัดการเยียวยาและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ และผู้ได้รับความเสียหายจากสัญญาประกันภัย การยกระดับประสิทธิภาพกลไกระบบคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการประชาสัมพันธ์ด้านการประกันภัยแก่ประชาชน ผลักดันประกันภัยภาคบังคับ–เยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเป็นธรรม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขับเคลื่อนมาตรการผลักดัน การประกันภัยภาคบังคับ ให้สามารถครอบคลุมความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัยจากอุบัติภัยได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รวดเร็ว และทั่วถึง เสริมสร้างความรู้ พร้อมเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าถึงอาชีพประกันภัย นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านการประกันภัยผ่านช่องทางที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเผยแพร่ข้อมูลสถิติด้านการประกันภัย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ในอีกมิติหนึ่ง ที่ประชุมให้ความสำคัญกับ การส่งเสริมโอกาสให้คนพิการสามารถเข้าถึงอาชีพในธุรกิจประกันภัย โดยสนับสนุนแนวทางลดอุปสรรคในการเข้าสู่วิชาชีพ คำนึงถึงความเหมาะสมของลักษณะงาน การคุ้มครองสิทธิ และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในระบบประกันภัย มุ่งสู่ระบบประกันภัยที่เข้าถึงได้และเป็นธรรม การประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ คปภ. ในการขับเคลื่อนมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการประกันภัยอย่างรอบด้าน ทั้งการเยียวยาผู้ประสบภัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน และการส่งเสริมโอกาสของกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ระบบประกันภัยไทยเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงที่ประชาชนเข้าถึงได้ เป็นธรรม และย…
เลขาธิการ คปภ. ร่วมพิธีมอบเงินเยียวยาแก่ทายาทผู้เสียชีวิต เหตุเครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานสักขีพยาน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้ร่วมพิธีมอบเงินเยียวยาแก่ทายาทผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานสักขีพยาน พิธีดังกล่าวมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนครอบครัวผู้เสียชีวิตจำนวน 18 ครอบครัว ตลอดจนภาคเอกชนเข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล กำกับการจ่ายเงินเยียวยา โปร่งใส เป็นธรรม เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยกำกับดูแลให้การจ่ายเงินตามสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัยเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมลดขั้นตอนการช่วยเหลือให้รวดเร็วที่สุด ทั้งนี้ การจ่ายเงินให้ทายาทผู้มีสิทธิจะดำเนินการภายใต้การตรวจสอบเอกสารและหลักฐานแสดงตนอย่างรัดกุมตามกฎหมาย หากทายาทรายใดยังไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ครบถ้วน บริษัทประกันภัยจะดำเนินการ วางเงินต่อศาล เพื่อรอให้ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายมารับเงินตามขั้นตอน สรุปเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 1,510,000 บาท เงินเยียวยาช่วยเหลือทายาทหรือครอบครัวผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย เงินค่าสินไหมทดแทนภายใต้การประกันภัยประเภท CAR (Contractor All Risks) จาก ทิพยประกันภัย กรุงเทพประกันภัย อินทรประกันภัยรวมรายละ 1,000,000 บาท (จ่ายตามสัดส่วนการรับประกันภัยร่วมกัน) เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท เงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับจ้าง รายละ 150,000 บาท เงินสงเคราะห์พระราชทาน ครอบครัวละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินเยียวยาเบื้องต้น รายละ 1,510,000 บาท ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และพร้อมประสานงานกับทุกหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการนำระบบประกันภัยมาเป็นกลไกสำคัญในการรองรับความเสี่ยงของสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือด้านการประกันภัย สามารถติดต่อ สายด่วน คปภ. 1186 หรือ LINE Official Account @OICConnect “คปภ. รอบรู้” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เลขาธิการ คปภ. เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม หารือแนวทางช่วยเหลือด้านประกันภัย เหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับขบวนรถไฟโดยสาร
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. พร้อมด้วยผู้บริหาร ได้เข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านประกันภัยและการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับขบวนรถไฟโดยสาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 การหารือครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปมาตรการช่วยเหลือและติดตามความคืบหน้าการเยียวยา ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สรุปการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ 161 ราย เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุรวม 161 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 30 ราย และผู้บาดเจ็บ 69 ราย (ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 15 ราย) โดยมาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว ประกอบด้วย เงินสงเคราะห์พระราชทาน ครอบครัวละ 20,000 บาท และทรงรับผู้บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เงินเยียวยาจากการรถไฟแห่งประเทศไทย 340,000 บาท เงินเยียวยาจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) 150,000 บาท เงินเยียวยาจากบริษัทประกันภัยภายใต้การประกันภัยประเภท CAR (Contractor All Risks) รวม 1,000,000 บาทต่อราย โดยจ่ายตามสัดส่วนการรับประกันภัยร่วมกันของ ทิพยประกันภัย กรุงเทพประกันภัย อินทรประกันภัย รวมแล้ว ครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาขั้นต่ำรายละ 1,510,000 บาท ทั้งนี้ ยังมีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้บาดเจ็บรวมกว่า 583 ล้านบาท กำกับการจ่ายเงินอย่างโปร่งใส คุ้มครองสิทธิทายาท สำนักงาน คปภ. ยืนยันได้กำกับดูแลให้การจ่ายเงินเยียวยาและสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัยเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว โดยเน้นการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานแสดงตนของทายาทอย่างรัดกุม เพื่อความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กรณีทายาทยังไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ครบถ้วน บริษัทประกันภัยจะดำเนินการ วางเงินต่อศาล เพื่อรอการรับเงินตามกฎหมาย เดินหน้าศึกษายกระดับการคุ้มครองผู้โดยสาร เลขาธิการ คปภ. ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และ คปภ. พร้อมประสานงานก…
คปภ. ลงพื้นที่เร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟโคราช ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือด้านประกันภัย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามและเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากกรณีอุบัติภัยรายใหญ่ เหตุเครนในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงพังถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ส่งผลให้ตู้โดยสารตกรางและเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ลงพื้นที่ร่วมบริษัทประกันภัย เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เลขาธิการ คปภ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงาน คปภ. พร้อมผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ. ภาค 4 (นครราชสีมา) ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุร่วมกับบริษัทผู้รับประกันภัยและบริษัทสำรวจภัย เพื่อเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและทายาทผู้เสียชีวิตให้ได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด เยียวยาเสียชีวิตเบื้องต้นรายละ 1 ล้านบาท สำนักงาน คปภ. ได้รายงานความคืบหน้าต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ จ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 1,000,000 บาท ทั้งนี้ การจ่ายเงินดังกล่าว ไม่ตัดสิทธิของทายาท ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ได้รับบาดเจ็บและทายาทโดยธรรมของผู้เสียชีวิต เพื่อกำกับให้การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ตั้งศูนย์ประสานงาน อำนวยความสะดวกด้านประกันภัย ภายหลังการประชุม สำนักงาน คปภ. ได้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเบิกค่าสินไหมทดแทนอย่างใกล้ชิด โดยได้ จัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือด้านการประกันภัย บริเวณชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนรัชราชสุดาฯ (ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในวันและเวลาราชการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัยและทายาทผู้เสียชีวิตให้ได้รับบริการอย่างรวดเร็ว คปภ. ยืนยันดูแลเต็มที่ สำนักงาน คปภ. ยืนยันพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยอย่างเต็มที่ โดยได้กำชับให้บริษัทประกันภัยเร่งรัดการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทน พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือประส…
คปภ. ลงพื้นที่ติดตามเหตุเครนถล่มพระราม 2 เร่งตรวจสอบความคุ้มครองและประสานช่วยเหลือด้านประกันภัย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุเครนถล่มจากโครงการก่อสร้างทางยกระดับ (M82) บริเวณถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ส่งผลให้รถยนต์ถูกเครนและแท่นปูนทับ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เพื่อเร่งตรวจสอบความคุ้มครองด้านการประกันภัยและดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน สั่งการลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้สั่งการให้นางสาววิไลรัตน์ แสงแก้ว ผู้ช่วยเลขาธิการ สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่ตั้งแต่วันเกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ติดตามสถานการณ์ และรวบรวมข้อมูลความเสียหายผ่านแพลตฟอร์มรายงานอุบัติภัยกลุ่มด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบความคุ้มครองประกันภัย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถยนต์หนึ่งคันที่ได้รับความเสียหายได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) กับ ฟอลคอนประกันภัย ขณะที่ไซต์งานก่อสร้างอยู่ในความรับผิดชอบของ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบรายละเอียดการทำประกันภัยที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรสาคร ได้ประสานบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องและกำชับให้เร่งรัดการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บโดยเร็ว บูรณาการทุกหน่วยงาน เร่งเยียวยา ต่อมา เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมด้วยผู้แทน คปภ. ภาค 7 และสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมรายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เร่งคลี่คลายสถานการณ์ เปิดการจราจรโดยเร็ว ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในทุกมิติ รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม คปภ. พร้อมดูแลสิทธิประชาชน สำนักงาน คปภ. ยืนยันพร้อมสนองข้อสั่งการ โดยจะเร่งตรวจสอบความคุ้มครองและกำกับติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างใกล้ชิด พร้อมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผ…
คปภ. เร่งติดตามการจ่ายค่าสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟโคราช เยียวยาผู้เสียชีวิตเบื้องต้นรายละ 1 ล้านบาท
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งติดตามและกำกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากกรณีอุบัติภัยรายใหญ่ เหตุเครนในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทยพังถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ส่งผลให้ตู้โดยสารตกรางและเกิดเพลิงไหม้ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้สั่งการให้จัดประชุมเร่งด่วนเพื่อเร่งรัดการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้เสียชีวิต โดยมอบหมายให้นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คปภ. ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เป็นประธานการประชุม พร้อมเชิญบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องและผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าร่วม ณ สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบความคุ้มครองประกันภัยก่อสร้าง (CAR) จากการตรวจสอบข้อมูลด้านการประกันภัย พบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำประกันภัยประเภท CAR (Contractor All Risks) ซึ่งมีความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก วงเงินรวม 583 ล้านบาท โดยมีบริษัทประกันภัยร่วมรับความเสี่ยง ได้แก่ ทิพยประกันภัย (ผู้รับประกันภัยหลัก สัดส่วน 60%) กรุงเทพประกันภัย (สัดส่วน 20%) อินทรประกันภัย (สัดส่วน 20%) สำนักงาน คปภ. ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เรียกบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ เพื่อกำหนดแนวทางการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ถูกต้อง และเป็นธรรม มติที่ประชุม เยียวยาเสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท ที่ประชุมมีมติให้ บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับประกันภัยหลัก ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้เสียชีวิต รายละ 1,000,000 บาท และจะพิจารณาการเยียวยาเพิ่มเติมตามหลักความเหมาะสมและความเป็นธรรมในลำดับถัดไป ในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้บริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริง ตามสิทธิและความคุ้มครองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งบริษัทประกันภัยทุกแห่งที่เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องและพร้อมดำเนินการตามมติ คปภ. ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน สำนักงาน คปภ. ยืนยันจะกำกับติดตามการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจ่ายค่าสินไหมทดแทนและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเกิดขึ้นอย่าง…
คปภ. โคราช ลงพื้นที่สีคิ้วเร่งด่วน ติดตามเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟ ดูแลสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา อย่างเร่งด่วน เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัย จากกรณีเกิดเหตุเครนที่ใช้ก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟขบวนด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพฯ – อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 220 หมู่ที่ 11 บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้โบกี้รถไฟตกราง 1 โบกี้ และเกิดไฟไหม้อีก 1 โบกี้ เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 29 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 67 ราย สั่งการเร่งด่วน คุ้มครองสิทธิด้านประกันภัย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้สั่งการให้นางสาวอมรรัตน์ ศิรินันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ทันที เพื่อติดตามสถานการณ์ ให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยในเบื้องต้น และรวบรวมข้อมูลความเสียหายผ่านระบบรายงานอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การพิจารณาความช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นระบบ ประสานบริษัทประกันภัย เร่งดูแลสินไหม จากการลงพื้นที่ สำนักงาน คปภ. จังหวัดนครราชสีมา ได้ประสานบริษัทผู้รับประกันภัยการก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทิพยประกันภัย (สัดส่วน 60%) กรุงเทพประกันภัย (สัดส่วน 20%) อินทรประกันภัย (สัดส่วน 20%) โดยบริษัททิพยประกันภัยได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้ว เพื่อร่วมตรวจสอบข้อมูลการรับประกันภัย ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ และประสานการดำเนินการด้านสินไหมทดแทนให้เป็นไปอย่างครบถ้วน เป็นธรรม และทันการณ์ ดูแลผู้บาดเจ็บ รับรองค่ารักษา ไม่ต้องสำรองจ่าย ในส่วนของผู้บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล สำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทประกันภัยเพื่ออำนวยความสะดวกและรับรองสิทธิค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลโดยตรง ทำให้ผู้บาดเจ็บไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมติดตามการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนอย่างใกล้ชิด ส่วนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย แสดงความเสียใจ พร้อมดูแลเต็มที่ สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการประกันภัยอย่างเต…
คปภ. คุมเข้มคุณภาพตัวแทน–นายหน้าประกันภัย ผลักดันรับชำระเบี้ยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ คุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันภัย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เดินหน้ายกระดับการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย โดยกำชับให้บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย และสมาคมที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดให้มีระบบรองรับการรับชำระเบี้ยประกันภัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมคุมเข้มมาตรฐานคุณภาพตัวแทนและนายหน้าประกันภัย เพื่อป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรม 5 มาตรการสำคัญ ยกระดับความโปร่งใสในระบบประกันภัย คปภ. ได้กำหนดแนวทางสำคัญที่บริษัทประกันภัยต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ดังนี้ จัดทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและนายหน้าประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้เป็นกลไกคัดกรองและป้องกันความเสี่ยง ช่วยให้การเข้าสู่อุตสาหกรรมประกันภัยเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน รับชำระเบี้ยประกันภัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์บริษัทประกันภัยต้องจัดให้มีช่องทางการชำระเบี้ยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้เงินสด สร้างความปลอดภัย ตรวจสอบได้ และต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยตามใบแจ้งหนี้ (Invoice) ที่ออกโดยบริษัทเท่านั้น ปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกตัวแทนและนายหน้าเน้นกำหนดคุณสมบัติให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ มีจริยธรรม โปร่งใส และให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน ยกระดับระบบควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงบริษัทประกันภัยต้องมีระบบควบคุมภายในที่รัดกุม สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริตและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น คุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันภัยอย่างเคร่งครัดกรณีผู้เอาประกันภัยทำสัญญาอย่างถูกต้องและมีหลักฐานการชำระเบี้ยจากบริษัท บริษัทไม่มีสิทธิปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ คำแนะนำประชาชนก่อนซื้อประกันภัย คปภ. แนะนำให้ประชาชนดำเนินการดังต่อไปนี้ก่อนทำสัญญาประกันภัย ตรวจสอบสถานะใบอนุญาตผู้เสนอขายผ่านเว็บไซต์ของ คปภ. หรือแอปพลิเคชัน OIC Connect ชำระเบี้ยประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทประกันภัยโดยตรง เก็บเอกสารสำคัญ ได้แก่ ใบคำขอเอาประกันภัย กรมธรรม์ และหลักฐานการชำระเบี้ยไว้เป็นหลักฐานในการใช้สิทธิ เสริมความเชื่อมั่น สู่ระบบประกันภัยที่ปลอดภัยและยั่งยืน มาตรการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ คปภ. ในการคุ้มครองผู้บริโภค ยกระดับมาตรฐานตัวแทนและนายหน้าประกันภัย พร…
คปภ. สรุปผลการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ผ่าน 13 ประเด็นสำคัญ ภายใต้แนวคิด “คปภ. ขับเคลื่อนอนาคตประกันภัยไทย สู่ความมั่นคงและยั่งยืน”
คปภ. สรุปผลการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยไทย ผ่าน 13 ประเด็นสำคัญ ภายใต้แนวคิด “คปภ. ขับเคลื่อนอนาคตประกันภัยไทย สู่ความมั่นคงและยั่งยืน” ประกันวินาศภัย เติบโตร้อยละ 2.33 สะท้อนความต้องการด้านการออม การคุ้มครองสุขภาพ และการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประชาชน 13 ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยไทย คปภ. ได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญผ่าน 13 ประเด็นหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแลเชิงรุกบนฐานข้อมูล (Data-Driven Regulation) การยกระดับความร่วมมือผ่านเวที OIC Meets CEO การกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) การปรับเกณฑ์การลงทุนและเงินกองทุนให้สอดคล้องความเสี่ยง ไปจนถึงการนำพฤติกรรมการขับขี่มาใช้กำหนดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและแรงจูงใจด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันโครงการสำคัญ เช่น การพัฒนาระบบ กรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) และ e-Custodian แนวคิด Open Insurance / Open Data เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัล โครงการ ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง เพื่อขยาย Embedded Insurance สู่ภาค SME การจัดทำ แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) เป็น Blueprint สำคัญของประเทศ การพัฒนาบุคลากรผ่านหลักสูตร ASEAN Life Insurance Leadership Program (ALIP) มาตรการภาษีรองรับสังคมสูงวัย และการประกันชีวิตแบบบำนาญที่ยืดหยุ่น มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่ระบบประกันภัยที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน การขับเคลื่อนทั้ง 13 ประเด็น สะท้อนบทบาทของ คปภ. ในการยกระดับระบบประกันภัยไทยอย่างรอบด้าน ทั้งการคุ้มครองสิทธิประชาชน การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และการสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงที่ประชาชนเข้าถึงได้ เชื่อถือได้ และพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างแท้จริง
คปภ. จัดสัมมนายกระดับการกำกับความเสี่ยง ดัน ERM–ORSA และ ESG สู่กรอบกำกับดูแลยุคใหม่ของธุรกิจประกันภัย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ “การกำกับดูแลความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยสู่ความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 200 คน การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยไทย ให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เน้นวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. มอบหมายให้นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย เป็นประธานเปิดงาน โดยเน้นย้ำว่า การบริหารความเสี่ยงต้องพัฒนาเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่เชื่อมโยงทุกระดับ ตั้งแต่ฝ่ายปฏิบัติการจนถึงคณะกรรมการบริษัท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจประกันภัยไทยในระดับสากล ขับเคลื่อน ERM–ORSA และบทบาทคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง การสัมมนามุ่งเน้นการบูรณาการ Enterprise Risk Management (ERM) และ Own Risk and Solvency Assessment (ORSA) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและความเพียงพอของเงินกองทุนของบริษัทประกันภัย โดยเน้นบทบาทของ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee : RMC) ในการกำหนดกรอบนโยบายความเสี่ยง เชื่อมโยงความเสี่ยงกับกลยุทธ์องค์กร และกำกับให้การดำเนินงานเป็นไปตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) รับมือความเสี่ยงใหม่ และขับเคลื่อน ESG ผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้รับฟังการนำเสนอ CAT Risk Survey แนวโน้มการจัดการความเสี่ยงด้าน ESG และ Climate Risk จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อให้ธุรกิจประกันภัยไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนากรอบกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เสริมความมั่นคงอุตสาหกรรมประกันภัยไทย สำนักงาน คปภ. คาดหวังว่าการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ตอกย้ำบ…
เลขาธิการ คปภ. ลงพื้นที่สงขลา เร่งบริษัทประกันภัยเคลียร์เคลม Total Loss ภายใน 3–7 วัน บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ และประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันภัย เพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน สำนักงาน คปภ. เข้าร่วมประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยเน้นย้ำให้บริษัทประกันภัยเร่งตรวจสอบความเสียหายและ จ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณี Total Loss ภายใน 3–7 วัน รวมถึงเร่งจ่ายค่าสินไหมด้านทรัพย์สินให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อลดข้อร้องเรียนและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด ภาพรวมความเสียหายจากอุทกภัย จากข้อมูล ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 พบว่า ความเสียหายรถยนต์ มีการแจ้งแล้วประมาณ 30,000 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,500 ล้านบาท ความเสียหายด้านทรัพย์สิน บ้านเรือน และอาคารพาณิชย์ ประมาณ 26,000 ราย มูลค่ารวมกว่า 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากบางพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจ กำชับมาตรฐานการเคลมและการสื่อสาร เลขาธิการ คปภ. ได้กำชับให้บริษัทประกันภัยทุกแห่ง จ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่าง รวดเร็ว เป็นธรรม และใช้มาตรฐานเดียวกัน สื่อสารเงื่อนไขความคุ้มครองให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่อง วงเงินคุ้มครองย่อย (Sublimit) ซึ่งเป็นสาเหตุของข้อร้องเรียนในช่วงที่ผ่านมา ประสานงานกับอู่ซ่อมรถในเครืออย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งกระบวนการซ่อมแซมรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย ภาคธุรกิจประกันภัยยืนยันความพร้อม บริษัทประกันภัยทุกแห่งที่เข้าร่วมประชุมได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันอย่างชัดเจน โดยยืนยันความพร้อมในการ จ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณี Total Loss ภายใน 3–7 วัน จ่ายค่าสินไหมประกันภัยทรัพย์สินให้แล้วเสร็จภายใน สิ้นปี 2568 คปภ. ย้ำบทบาทเคียงข้างประชาชน สำนักงาน คปภ. ได้จัดส่งทีมคุ้มครองสิทธิประโยชน์จากส่วนกลาง ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับสำนักงาน คปภ. ภาค 9 (สงขลา) บริษัทประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนอย่างรอบด้าน พร้อมยืนยันจะกำกับติดตามการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบปัญหาเกี่ยวกับการประกันภัย สามารถติดต่อ สายด่วน คปภ. 1186 ไ…
คปภ. จับมือภาคอุตสาหกรรมประกันภัย สนับสนุนโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ลดภาระค่ารักษา เพิ่มการเข้าถึงยาราคาที่เป็นธรรม
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกับ สมาคมประกันชีวิตไทย และ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ประกาศสนับสนุนนโยบายภาครัฐ ภายใต้โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยารักษาพยาบาล และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรม โครงการดังกล่าวมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อยกระดับการเข้าถึงยาและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประชาชน เปิดทางผู้ป่วยซื้อยาภายนอก ลดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในสถานพยาบาลเอกชนสามารถนำ ใบสั่งแพทย์ ไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกที่เข้าร่วมโครงการได้ โดยร้านขายยาจะต้องเปิดเผยราคายาอย่างชัดเจน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย. และมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านยาได้อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สิทธิประกันสุขภาพ คปภ. ระบุว่า นโยบายดังกล่าวมีความสำคัญต่อผู้เอาประกันภัยในระบบประกันสุขภาพ เนื่องจากภาวะ เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลและค่ายาปรับตัวสูงขึ้น การเปิดทางให้ซื้อยาภายนอกจึงช่วยให้ผู้เอาประกันภัยบริหารจัดการวงเงินค่ารักษาพยาบาลได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงที่วงเงินจะไม่เพียงพอในระยะยาว กำหนดหลักเกณฑ์รองรับการเคลมอย่างเป็นธรรม สำนักงาน คปภ. ได้หารือร่วมกับภาคธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย เพื่อกำหนดแนวทางรองรับนโยบายดังกล่าว โดยเปิดให้ผู้เอาประกันภัยสามารถนำ ใบเสร็จค่ายาจากร้านขายยาภายนอก มาใช้ประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ภายใต้วงเงินค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ เช่นเดียวกับการซื้อยาภายในโรงพยาบาล ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบสั่งแพทย์ ใบเสร็จ และมาตรฐานร้านขายยา เพื่อให้เกิดความคุ้มครองที่โปร่งใสและเป็นธรรมต่อประชาชน มุ่งสร้างความมั่นคงระบบประกันสุขภาพไทย คปภ. จะติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อให้มาตรการดังกล่าวเกิดป…


















